Untitled Document
Untitled Document
กกและเสื่อจันทบูร

กกและเสื่อจันทบูร

        กก (พืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น) กก จัดเป็นพืชเส้นใยชนิดหนึ่ง ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีน้ำท่วมถึง โดยเฉพาะในประเทศไทย แม้ว่า กก จะไม่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในระดับประเทศก็ตาม แต่ชาวไทยได้รู้จักการนำต้นกกมาทอ มาสานเป็นเสื่อนานนับศตวรรษแล้ว จนเป็นที่แพร่หลายทั้งภายในและภายนอกประเทศ คู่กับประเพณีดั้งเดิมของไทยเรามานานเท่านาน ซึ่งเราเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เลี้ยงดู ปูเสื่อ
        กก ในทางพฤกษศาสตร์ จัดอยู่ในจำพวกพืชล้มลุกชนิดใบเลี้ยงเดี่ยว อยู่ในตระกูล Cyperaceae ส่วนใหญ่พบได้ทั่วไปตามที่ลุ่มชื้น เช่น ต้นกระจูด ซึ่งจัดเป็นกกชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นในที่ที่มีน้ำขังตลอดปี ซึ่งทางภาคใต้เรียกว่าพรุ หรือชาวพื้นเมืองเรียกว่า โพระ
        จากการศึกษายังพบว่ามี กก ที่นำมาสานหรือทอเป็นเสื่ออยู่หลายชนิด ชนิดที่นำมาจักและทอให้เป็นเสื่อ หรือผืนเสื่อได้อย่างละเอียดประณีตเห็นจะได้แก่ กกจันทบูร กกจันทบูรมีชื่อทาง วิทยาศาสตร์ว่า Cyperus corymbosus Rotth ลักษณะ ลำต้นกลม มีเฉพาะลำต้น ส่วนบนใกล้ ๆ กับช่อดอก จะเป็นสามเหลี่ยม ลำต้นมีสีเขียวเข้ม เป็นมันสูง 1-2 เมตร ดอกมีขนาดเล็ก เป็นฝอย อยู่รวมกันเป็นช่อดอก เมื่อดอกอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน พออายุมากขึ้น ดอกจะกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ใบประดับของช่อดอก จะมีลักษณะเป็นแผ่นยาวเรียวส่วนปลายแหลม สั้นกว่า ความยาวของช่อดอก
ความเป็นมาของกกจันทบูร
        ตามประวัติ กกจันทบูร มีต้นกำเนิดแถบจังหวัดจันทบุรี เชื่อกันว่า มีกกประเภทนี้ขึ้นอยู่ตามคันนาทั่วไปมานานแล้ว เดิมชาวบ้านนิยมตัดมาแล้วผ่าเป็นเส้น ใช้ทำเชือกมัดปู ต่อมามีพวกแม่ชีเชื้อสายญวณ ผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่ในบริเวณอารามฟาติมา วัดคาทอลิก สะพานวัดจันท์ ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ. จันทบุรี เป็นผู้ริเริ่มการทอเสื่อจากกกจันทบูร เป็นกลุ่มแรก ชาวจันทบุรี เรียกกลุ่มนี้ว่า พวกญวณ และเรียกเสื่อที่ทอได้ว่า เสื่อชี ซึ่งถือว่าเป็นชื่อเดิมของเสื่อกกจันทบูร ต่อมาชาวญวณได้แนะนำให้ชาวบ้านในจังหวัดจันทบุรีปลูกกกไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกับเสื่อ ทำให้ ชาวบ้านนิยมปลูกกก ฝึกหัดทอเสื่อ และใช้เสื่อกันมากขึ้น จนกลายเป็นสินค้าพื้นเมือง
        เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับอยู่ ณ วังสวนบ้านแก้ว (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี) เมื่อปี พ.ศ. 2493 พระองค์ได้ทรงพัฒนาการทอเสื่อจันทบูรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร กิจการการทอเสื่อของแม่ชีที่วัดญวณ ทรงพบข้อบกพร่องบางประการ พระองค์ทรงเห็นว่า ควรจะได้พัฒนาในเรื่องการย้อมสี การฟอกให้เส้นกกขาว จึงมีพระราชดำริให้ปรับปรุงกรรมวิธีการผลิตใหม่ ให้ทันสมัยและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เป็นต้นว่าทรงผลิตสีย้อมกกให้มีสีมากขึ้น ใช้กรรมวิธีฟอกกกก่อนย้อมจะได้สีกกที่ย้อมสดใสขึ้น และมีคุณภาพคงทนถาวร ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงงานทอเสื่อที่วังสวนบ้านแก้ว มีลูกจ้าง 30 คน แบ่งเป็นแผนกต่าง ๆ คือ แผนกฟอกเส้นกกให้ขาว แผนกย้อมสีกก แผนกทอเป็น ผืนเสื่อ แผนกตัดเย็บเสื่อเป็นผืนตามขนาดต่าง ๆ เสื่อที่ผลิตได้ในขณะนั้นชาวบ้านขนานนามว่า "เสื่อจันทบูรสมเด็จ" นอกจากนั้นยังนำเสื่อที่ทอแล้วมาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีก เช่น ผลิตเป็นกระเป๋าเอกสาร กระเป๋าถือสตรี ที่รองจาน ที่รองแก้ว กล่องใส่กระดาษเช็ดมือ ฯลฯ และโปรดเกล้าฯ ให้ติดเครื่องหมายการค้าใน ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเสื่อ เป็นรูปคนหาบกระจาด ใช้ชื่อว่า "อุตสาหกรรมชาวบ้าน" แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงริเริ่มให้เกิดอุตสาหกรรม ประจำถิ่น จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าแก่ชาวจันทบุรีและถือเป็นของดีประจำจังหวัดจันทบุรี ตราบเท่าทุกวันนี้ จากพระราชดำริให้มีอุตสาหกรรมชาวบ้านดังกล่าวนั้น ทำให้เกิดศูนย์ฝึกฝน ศิลปาชีพ ให้ลูกจ้างจำนวนหนึ่ง หลังจากลาออกไปประกอบอาชีพ มีกิจการเป็นของตนเอง ได้นำประสบการณ์ที่ได้จากโรงงานไปดำเนินกิจการจนได้ผลอย่างดี จึงทำให้กิจการค้าด้านนี้แพร่หลาย ตามครัวเรือนราษฎร มากขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันอาชีพการปลูกกก การทอเสื่อจันทบูรกลายเป็นศิลปหัตถกรรม พื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของชาวจังหวัดจันทบุรีตราบเท่าทุกวันนี้
แหล่งปลูกกกจันทบูร
     เนื่องจากกกจันทบูร จัดว่าเป็นกกที่มีคุณภาพดีมาก ในการนำมาจักแล้วทอเป็นเสื่อ จึงมีผู้นำพันธุ์กกชนิดนี้ไปปลูกแพร่หลายทั่วไปอีกหลายจังหวัด ได้แก่ ที่อำเภอบ้านสร้าง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอองครักษ์ อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลีและอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นอกจากนี้ได้แพร่หลายไปภูมิภาคอื่นๆ เช่น ในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสระบุรี แม้แต่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบจังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสกลนคร หนองคาย อุดรธานี นครพนม และอุบลราชธานี เป็นต้น ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกได้แก่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดระยอง และปลูกมากที่สุดที่จังหวัดจันทบุรี ที่อำเภอเมือง ตำบลบางกะจะ ที่บ้านเขาน้อย , ตำบลหนองบัว ที่บ้านเสม็ดงาม ตำบลเกาะขวาง ที่บ้านเกาะโตนด อำเภอท่าใหม่ ที่ตำบลตะกาดเง้า อำเภอแหลมสิงห์ ที่ตำบลบางสระเก้า ตำบลบางกะไชย และตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ เป็นต้น
เสื่อกก จันทบูร
     เสื่อกก มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามชนิดซึ่งมีอยู่หลายชนิด ถ้าแยกออกตามลักษณะของเนื้อเสื่อและการสืบทอ แถวจังหวัดจันทบุรีและใกล้เคียง ก็มีอยู่ 3 ชนิด คือ
          1. เสื่อชั้นเดียว เป็นเสื่อสีเดียว หรือสลับสีเนื้อแน่นเพราะวางเส้นเอ็นถี่ นิยมใช้ปูพื้นบ้าน หรือบางทีก็ทอเป็นผืนยาวสำหรับปูลาดใต้อาสนสงฆ์ มีขนาดตั้งแต่ 4 คืบขึ้นไปจนถึง 10 คืบ เสื่อยิ่งมีความกว้างมาก ๆ เช่น 9 คืบ 10 คืบ ยิ่งหากกทอได้ยากราคาจำหน่ายจึงสูงกว่าเสื่อขนาด 5-8 คืบ
          2. เสื่อสองชั้น เป็นเสื่อสลับสี (โดยมากตอนกลางของเสื่อจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเล็ก ๆ สลับสี) เส้นเอ็นเสื่อจะวางห่างจากเสื่อชั้นเดียว ดังนั้นเนื้อเสื่อจึงไม่แน่นเท่ากับเสื่อชั้นเดียว
          3. เสื่อยกดอก อาจจะเป็นเสื่อชั้นเดียวหรือสองชั้นก็ได้ แต่ยกเป็นลวดลายดอกดวง หรือเป็นภาพเป็นตัวอักษรตามแบบที่ต้องการ เสื่อชนิดนี้ทอยาก ใช้เวลาทอนานเพราะการสอดเส้นกกจะต้องสอดเข้าไประหว่างเส้นเอ็นที่ยกขึ้นกดลงตามแบบที่กำหนด (ซึ่งภาษาของการทอเรียกเก็บ) และเส้นกกที่ใช้ก็ต้องใช้เส้นละเอียดกว่าการทอเสื่อชนิดธรรมดา
ถ้าแยกออกตามลักษณะของสีก็มีดังนี้
          1. เสื่อขาว โดยมากทอด้วยกกสามเหลี่ยม หรือกกทั้งต้น ไม่ย้อมสี เส้นเอ็นห่างพอ ๆ กับเสื่อสองชั้นขนาดกว้าง 1-1.20 เมตร (5-6 คืบ) มีทำกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ชัยภูมิ ขอนแก่น หรือแถวอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เสื่อชนิดนี้เนื้อหยาบและราคาถูก
          2. เสื่อสี หรือเสื่อลาย โดยมากเป็นเสื่อที่ทอด้วยกกกลมซึ่งนำมาจักเป็นเส้นตากให้แห้งและย้อมสี มีทอกันมากแถวจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และในอีกหลายจังหวัด ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ไปเปิดการฝึกอบรมเผยแพร่
ผลการสำรวจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พบว่ามีแหล่งผลิตเสื่อชนิดต่างๆ ดังนี้
           1. เสื่อกก ใช้กกกลม เรียกกันว่า เสื่อจันทบูร หรือเสื่อจันทบุรี ซึ่งมีชาวบ้านเรียกว่า "ไหล" ผลิตมากที่จังหวัดจันทบุรี , ตราด , ปราจีนบุรี , และฉะเชิงเทรา ส่วนที่ใช้กกเหลี่ยมมีผลิตมากที่จังหวัดขอนแก่น , มหาสารคาม , กาฬสินธุ์ , สกลนคร และชัยภูมิ
           2. เสื่อกระจูด ผลิตมากในจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไป และทางภาคตะวันออก แถบจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดระยอง ก็มีผลิตกันบ้างเหมือนกัน
           3. เสื่อคล้า เคยมีผลิตที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด แต่ในปัจจุบันดูเหมือนจะสูญหายไปหมดแล้ว
           4. เสื่อหวาย ผลิตกันแถบจังหวัดบุรีรัมย์ , สุรินทร์ , ศรีสะเกษ ที่ผลิตออกเป็นสินค้าอยู่ในขณะนี้อยู่ที่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ส่วนทางภาคกลาง เช่น กรุงเทพฯ จังหวัดนครสวรรค์
           5. เสื่อลำแพน เป็นเสื่อที่ใช้ไม้ไผ่มาจักเป็นตอกแบบใหญ่แล้วสาน ชาวประมงนิยมใช้สำหรับตากกุ้ง ตากปลา มีผลิตกันมากที่จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดราชบุรี
        เสื่อกกจันทบูร จัดได้ว่าเป็นเสื่อที่มีคุณภาพ เนื่องจาก เป็นเสื่อที่ทอจากกกน้ำกร่อย หรือบางที่นิยมเรียกว่ากก สอง น้ำ บริเวณทำนากกจะอยู่แถบชายทะเล ทำให้ดินแถบนั้นมีกรด และกร่อย ส่งผลทำให้เส้นใยกกแถบจันทบุรี เหนียว นุ่ม เป็นมัน สามารถนำไปจัก เป็นเส้นเล็ก ๆ ได้ดี
        กรรมวิธีในการนำกกมาแปรรูปเป็นเส้นใยเพื่อทอเป็นผืนเสื่อนั้น แถบจังหวัดจันทบุรีหรือจังหวัดใกล้เคียง นิยมนำกกที่คัดขนาดแล้วมาทำการจัก (ผ่า) กกออกเป็นเสี้ยว ๆ ให้มีขนาดเท่า ๆ กัน แล้วขูดเอาไส้ในออก จำนวนเสี้ยวต่อต้นกกหนึ่งต้น จะมากหรือน้อยจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของต้นกก ถ้าลำต้นมีขนาดโตก็จะได้ 4-6 เสี้ยว แล้วนำต้นกกที่ขูดไส้ออกแล้วไปผึ่งแดด ให้แห้งก็จะได้เส้นกกตากแห้ง เกษตรกรในจังหวัดจันทบุรีสามารถจักกกได้ละเอียดมากกว่าแถบจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำให้ได้เสื่อที่ปราณีตและได้ราคาแพงกว่าเสื่ออื่น ๆ หลังจากจักกกแล้ว จึงนำกกเส้นเหล่านั้นไปตากแห้งประมาร 3-5 วัน เส้นกกจะม้วนตัวเอาผิวด้านนอกออกทำให้ดูเป็นมันเรียบ จากนั้นนำไปย้อมสีต่าง ๆ แล้วตากให้แห้งอีกครั้งหนึ่งจึงนำไปทอเสื่อ เครื่องทอจะวางราบไปกับพื้นเพื่อความสะดวกในการประดิษฐ์และตกแต่งลายบนผืนเสื่อ ทอเสร็จแล้วอาจจะมีการนำไปเย็บเป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ ต่อไป

Untitled Document
สำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ๔๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ๒๒๐๐๐
โทร. ๐๓๙-๔๗๑๐๖๔,๐๓๙-๓๑๙๑๑๑ ต่อ ๗๐๐๑